Deribit: แพลตฟอร์มซื้อขายอนุพันธ์คริปโตชั้นนำของโลก

Followmex

Deribit คืออะไร?

เพื่อนๆ เคยสงสัยไหมครับ ว่าถ้าเราอยากเล่นอนุพันธ์ของคริปโตเคอร์เรนซีอย่างออปชั่นหรือฟิวเจอร์สแบบจริงจัง เราควรจะใช้แพลตฟอร์มไหนดี? วันนี้ผมจะมาแนะนำเจ้าใหญ่ในวงการที่ชื่อว่า Deribit ให้รู้จักกันอย่างละเอียดยิบเลย ถ้าเปรียบเทียบกับตลาดหุ้น Deribit ก็เหมือนกับเป็นตลาดหลักทรัพย์ที่เขาเชี่ยวชาญด้านอนุพันธ์โดยเฉพาะ ไม่ใช่แค่ร้านขายของชำหน้าปากซอยนะครับ แต่เป็นซูเปอร์มาร์เก็ตระดับโลกที่รวมสินค้าเกี่ยวกับ Bitcoin และ Ethereum ไว้ครบครัน

สำหรับมือใหม่ที่อาจจะยังงงๆ ว่ามันคืออะไร Deribit ก็คือนามแฝงของ "ตลาดซื้อขายสัญญาอนุพันธ์คริปโต" นั่นเองครับ อธิบายง่ายๆ ก็เหมือนเราทำนายว่าราคา Bitcoin ในอีกสามเดือนข้างหน้าจะเป็นเท่าไหร่ แล้วไปซื้อสัญญาที่สะท้อนการคาดเดานั้น ถ้าทายถูกก็รวยเลย แต่ถ้าทายผิด... เอาเป็นว่าต้องศึกษาดูให้ดีนะครับ! แพลตฟอร์มนี้ก่อตั้งขึ้นในปี 2016 โดย John Jansen และ Sebastian Smythe สองนักพนัน (ขอโทษครับ สองนักเทรด) ผู้มองเห็นโอกาสในตลาดอนุพันธ์ที่ขณะนั้นยังไม่มีผู้เล่นใหญ่เลย ตอนแรกเขาเริ่มจากออปชั่น Bitcoin ก่อน แล้วค่อยๆ ขยับขยายมาสู่ฟิวเจอร์สและอัลท์คอยน์อื่นๆ

พัฒนาการของ Deribit น่าสนใจมากครับ จากแพลตฟอร์มเล็กๆ ที่มีผู้ใช้หลักเป็นนักเทรดรายย่อยในยุโรป ปัจจุบันกลายเป็นตลาดอนุพันธ์คริปโตที่ใหญ่ที่สุดในโลกเลยทีเดียว ข้อมูลล่าสุดบ่งชี้ว่า Deribit ครองส่วนแบ่งการซื้อขายออปชั่นคริปโตมากกว่า 90% ของตลาดโลก! ไม่ใช่แค่ตัวเลขเท่านั้นนะครับ แต่สถาบันการเงินใหญ่ๆ ระดับโลกก็เริ่มหันมาใช้ Deribit มากขึ้นเรื่อยๆ เพราะมองว่ามันเป็นตลาดที่มีมาตรฐานและน่าเชื่อถือ

ถ้าถามว่าใครเป็นกลุ่มผู้ใช้หลักของ Deribit? ตอบได้ไม่ยากครับ เริ่มจากนักเก็งกำไรรายย่อยอย่างเราๆ ที่อยากได้โอกาสทำเงินสูงด้วยเลเวอเรจ ตามด้วยกองทุน Hedge Fund ต่างๆ ที่ใช้แพลตฟอร์มนี้ในการป้องกันความเสี่ยง (Hedging) จากความผันผวนของตลาด และสุดท้ายคือ Market Maker หรือผู้ทำตลาดที่คอยให้สภาพคล่องแก่ระบบ โดยการเข้ามาวางคำสั่งซื้อ-ขายจำนวนมหาศาลตลอดเวลา จริงๆ แล้วกลุ่มหลังนี่แหละที่เป็นกระดูกสันหลังของ Deribit เพราะทำให้เราสามารถซื้อขายได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องรอคิวนาน

ข้อได้เปรียบของ Deribit เมื่อเทียบกับแพลตฟอร์มอื่นมีหลายจุดครับ อย่างแรกคือความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง ในเมื่อเขาทำแต่สินค้าอนุพันธ์คริปโตอย่างเดียว ก็เลยพัฒนาเครื่องมือที่ตอบโจทย์นักเทรดอนุพันธ์โดยเฉพาะ ไม่เหมือนบางแพลตฟอร์มที่ทำทุกอย่างแต่ไม่มีอะไรดีจริงๆ สองคือสภาพคล่องที่สูงมาก ทำให้เราสามารถเปิด-ปิด Position ได้ง่ายแม้ในเวลาที่ตลาดผันผวนรุนแรง สามคือระบบความปลอดภัยที่ได้มาตรฐานระดับสถาบันการเงิน โดยเก็บสินทรัพย์ส่วนใหญ่ใน Cold Storage ที่แฮกเกอร์เข้าถึงได้ยาก และสุดท้ายคือโครงสร้างค่าธรรมเนียมที่แข่งขันได้ โดยคิดแค่ 0.02% ถึง 0.05% ต่อการเทรด ซึ่งถูกกว่าโบรกเกอร์หลายเจ้าเลยทีเดียว

ข้อมูลเปรียบเทียบ Deribit กับแพลตฟอร์มเทรดอนุพันธ์คริปโตอื่นๆ
ส่วนแบ่งตลาดออปชั่นคริปโตโลก มากกว่า 90% ประมาณ 3% ประมาณ 2%
ค่าธรรมเนียมการเทรด (Taker) 0.05% 0.06% 0.07%
เลเวอเรจสูงสุด 50x 100X 25x
จำนวนคู่เทรดอนุพันธ์ มากกว่า 15 คู่ ประมาณ 10 คู่ ประมาณ 8 คู่
ปริมาณการเทรดต่อวัน (USD) 2-5 พันล้าน 500-800 ล้าน 300-500 ล้าน

สรุปแล้ว Deribit ไม่ได้เป็นแค่แพลตฟอร์มเทรดทั่วไป แต่เป็นตลาดอนุพันธ์คริปโตที่มีความพิเศษทั้งในแง่ของประวัติศาสตร์การพัฒนาที่มุ่งมั่นเฉพาะทาง ตำแหน่งทางการที่ครองส่วนแบ่งตลาด และกลุ่มผู้ใช้ที่หลากหลายตั้งแต่มือใหม่ยันวาฬใหญ่ ส่วนข้อได้เปรียบ gegenüber (ขอใช้คำเยอรมันนิดนึงเพราะบริษัทตั้งอยู่ในประเทศเนเธอร์แลนด์) แพลตฟอร์มอื่นๆ นั้นเห็นได้ชัดทั้งในแง่สภาพคล่อง ความปลอดภัย และค่าธรรมเนียมที่แข่งขันได้ ซึ่งทั้งหมดนี้ทำให้ Deribit ยังคงเป็นจ้าวแห่งวงการอนุพันธ์คริปโตมาจนถึงปัจจุบัน

ทำไมต้องเลือกเทรดบน Deribit?

โอเค มาถึงส่วนที่หลายคนรอคอย! ถ้าถามว่าทำไมเทรดเดอร์รอบโลกถึงเลือกใช้ Deribit กันเป็นแถว นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของฟังก์ชันพื้นฐานหรอกนะ แต่เป็นเพราะรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่ทำให้แพลตฟอร์มนี้โดดเด่นจนยากจะหาที่ไหนมาเทียบได้เลยล่ะ

เริ่มกันที่เรื่องใหญ่สุดที่เทรดเดอร์ทุกคนต้องเจอ: สภาพคล่อง! คุณเคยไหมที่อยากปิดออเดอร์ด่วนๆ แต่ตลาดเงียบเชียบเหมือนห้องสมุดวันอาทิตย์? ปัญหานี้จะหายไปเลยเมื่อเข้ามาใน Deribit เพราะที่นี่คือศูนย์กลางการเทรดออปชั่นและฟิวเจอร์สที่ใหญ่ที่สุดในโลก ความลึกของตลาดที่นี่ทำให้การซื้อขายเป็นไปอย่างราบรื่น แม้แต่คำสั่งซื้อขายขนาดใหญ่ก็ยังทำงานได้โดยไม่ทำให้ราวเคลื่อนไหวผิดธรรมชาติ ซึ่งความลึกของตลาดนี้เองที่เป็นเสน่ห์หลักของ Deribit ที่ดึงดูดทั้งเทรดเดอร์รายย่อยไปจนถึงกองทุนสถาบันให้มาทำการซื้อขายที่นี่

“สภาพคล่องคือชีวิตเลือดของตลาดอนุพันธ์ และ Deribit ก็คือหัวใจที่คอยสูบฉีดชีวิตเลือดนั้นให้กับวงการคริปโต” - นี่ไม่ใช่คำพูดเกินจริงเลยเมื่อดูจากปริมาณการซื้อขายต่อวันที่สูงลิบ

เรื่องต่อมาที่สำคัญไม่แพ้กันคือ ความปลอดภัย ซึ่ง Deribit ทำได้อย่างยอดเยี่ยมในระดับที่เรียกได้ว่าดีกว่าธนาคารหลายแห่งเสียอีก! แพลตฟอร์มนี้ใช้ระบบเก็บสินทรัพย์แบบเย็นถึง 95% ซึ่งหมายความว่าเหรียญส่วนใหญ่ของคุณจะถูกเก็บไว้ในที่ที่แฮกเกอร์ไม่สามารถเข้าถึงได้ ไม่ว่าคุณจะเทรดหนักขนาดไหน ก็รู้สึกปลอดภัยได้เหมือนมียามเฝ้าประตูบ้านตลอด 24 ชั่วโมง นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์ยืนยันตัวตนสองชั้นที่ทำงานได้อย่างราบรื่น และระบบแจ้งเตือนการเข้าสู่ระบบที่ทำให้คุณรู้ทันทีหากมีใครพยายามเข้าใช้บัญชีของคุณ

แต่เดี๋ยวก่อน! อย่าเพิ่งคิดว่าแพลตฟอร์มระดับโลกแบบ Deribit ต้องใช้งานยากเหมือนยานอวกาศนะ เพราะจริงๆ แล้วอินเทอร์เฟซของเขาออกแบบมาอย่างชาญฉลาด ใช้งานง่ายทั้งสำหรับมือใหม่ที่เพิ่งเริ่มเทรดออปชั่นเป็นครั้งแรก ไปจนถึงมือโปรที่ต้องใช้เครื่องมือขั้นสูง การจัดวางองค์ประกอบต่างๆ ทำได้อย่างมีตรรกะ เมนูไม่ซับซ้อนจนเกินไป และที่สำคัญคือเรียนรู้ได้เร็วมาก

มาถึงเรื่องที่ทุกคนสนใจไม่แพ้กัน: ค่าธรรมเนียม! Deribit มีโครงสร้างค่าธรรมเนียมที่แข่งขันได้อย่างมาก เมื่อเทียบกับแพลตฟอร์มอื่นในตลาด ค่าธรรมเนียมสำหรับการเทรดฟิวเจอร์สอยู่ที่ 0.02% ถึง 0.05% ส่วนออปชั่นอยู่ที่ 0.02% ถึง 0.03% ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดอย่างเห็นได้ชัด และนี่ยังไม่นับส่วนลดสำหรับผู้สร้างตลาดและเทรดเดอร์ที่มีปริมาณการซื้อขายสูงอีกด้วย โครงสร้างค่าธรรมเนียมแบบก้าวหน้าของ Deribit นี้ทำให้ทั้งเทรดเดอร์รายย่อยและสถาบันต่างได้ประโยชน์

  • ค่าธรรมเนียมเทรดฟิวเจอร์ส: 0.02% - 0.05%
  • ค่าธรรมเนียมเทรดออปชั่น: 0.02% - 0.03%
  • ส่วนลดสำหรับผู้สร้างตลาด: สูงถึง 0.02%
  • ไม่มีค่าธรรมเนียมการฝากเงิน
  • ค่าธรรมเนียมการถอน: ขึ้นอยู่กับเครือข่าย

และที่ขาดไม่ได้เลยคือชุดเครื่องมือวิเคราะห์และเทรดดิ้งที่ครบครันที่สุดแห่งหนึ่งในตลาด Deribit มีกราฟเทคนิคที่ทันสมัยพร้อมอินดิเคเตอร์ให้เลือกใช้มากมาย ตั้งแต่แบบพื้นฐานไปจนถึงขั้นสูง นอกจากนี้ยังมีเครื่องมือคำนวณออปชั่นที่ช่วยให้คุณประเมินมูลค่าทางทฤษฎีได้อย่างแม่นยำ รวมถึงฟีเจอร์การจัดการพอร์ตโฟลิโอที่แสดงข้อมูลการกระจายความเสี่ยงและประสิทธิภาพการลงทุนของคุณอย่างละเอียด

เครื่องมือเหล่านี้ไม่ใช่แค่ของแต่งให้ดูดีเท่านั้น แต่ใช้งานได้จริงและช่วยเพิ่มศักยภาพในการเทรดของคุณได้อย่างมาก ตัวอย่างเช่น เครื่องมือวิเคราะห์ความเสี่ยงในตัวจะช่วยให้คุณเข้าใจการเปิดเผยความเสี่ยงของพอร์ตโฟลิโอได้ดีขึ้น ในขณะที่ฟีเจอร์การ backtest ช่วยให้คุณทดสอบกลยุทธ์กับข้อมูลในอดีตก่อนที่จะเสี่ยงด้วยเงินจริง

ทั้งหมดนี้ทำให้ Deribit ไม่ใช่แค่แพลตฟอร์มเทรด แต่เป็นคู่หูคู่ใจของเทรดเดอร์ที่ต้องการเครื่องมือครบวงจรสำหรับการเทรดอนุพันธ์คริปโตอย่างจริงจัง ไม่ว่าคุณจะเป็นเทรดเดอร์ที่ชอบความเร็วในการดำเนินการ หรือเป็นนักวิเคราะห์ที่ต้องการข้อมูลละเอียด Deribit ก็ตอบโจทย์ได้อย่างครบถ้วน

และนี่คือเหตุผลว่าทำไม Deribit ถึงยังคงเป็นผู้นำในตลาดอนุพันธ์คริปโตมาอย่างยาวนาน ไม่ใช่เพราะโชคหรือการตลาดที่ดี แต่เป็นเพราะการออกแบบที่ใส่ใจในทุก ตั้งแต่ความปลอดภัยที่ทำให้คุณนอนหลับได้อย่างสบายใจ ไปจนถึงเครื่องมือที่ช่วยให้คุณเทรดได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด Deribit เป็นมากกว่าแพลตฟอร์มเทรด - มันคือ ecosystem ที่สมบูรณ์แบบสำหรับนักเทรดอนุพันธ์คริปโต

สำหรับข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับค่าธรรมเนียมและการเปรียบเทียบกับแพลตฟอร์มอื่น ข้อมูลต่อไปนี้อาจช่วยให้คุณตัดสินใจได้ง่ายขึ้น:

ตารางเปรียบเทียบค่าธรรมเนียมการเทรดฟิวเจอร์ส BTC ระหว่าง Deribit และแพลตฟอร์มหลักอื่นๆ
Deribit 0.05% -0.02% 8,450
Binance Futures 0.04% 0.02% 25,680
Bybit 0.06% 0.01% 12,340
OKX 0.05% 0.02% 9,870

เมื่อมองภาพรวมแล้ว จุดเด่นของ Deribit อยู่ที่การสร้างสมดุลระหว่างความซับซ้อนทางเทคนิคที่จำเป็นสำหรับการเทรดอนุพันธ์ กับประสบการณ์ผู้ใช้ที่เรียบง่ายและเป็นมิตร ซึ่งเป็นสิ่งที่หาได้ยากในตลาดคริปโตปัจจุบัน การที่ Deribit สามารถรักษามาตรฐานความปลอดภัยในระดับสูง ในขณะเดียวกันก็ยังคงพัฒนาฟีเจอร์ใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง ทำให้แพลตฟอร์มนี้ยังคงเป็นตัวเลือกหลักสำหรับนักเทรดอนุพันธ์คริปโตทั่วโลก ไม่ว่าคุณจะเป็นนักเก็งกำไรที่ต้องการทำกำไรจากความผันผวนระยะสั้น หรือเป็นนักลงทุนที่ต้องการป้องกันความเสี่ยงจากพอร์ตโฟลิโอที่มีอยู่ Deribit ก็มีเครื่องมือและสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับคุณ

และนี่คือความลับที่ทำให้ Deribit ยังคงเป็นแพลตฟอร์มอันดับหนึ่งสำหรับการเทรดออปชั่นและฟิวเจอร์สคริปโตมาโดยตลอด การผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีล้ำสมัย การออกแบบที่เข้าใจผู้ใช้ และชุมชนนักเทรดที่แข็งแกร่ง ทำให้ Deribit มากกว่าแค่แพลตฟอร์มเทรด แต่เป็นพันธมิตรที่เชื่อถือได้ในโลกการลงทุนคริปโตที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

ประเภทผลิตภัณฑ์การซื้อขายบน Deribit

โอเค มาถึงส่วนที่หลายคนรอคอยเลยนะครับ นั่นคือการเจาะลึกรายละเอียดของผลิตภัณฑ์แต่ละประเภทบน Deribit ที่ทำให้แพลตฟอร์มนี้แตกต่างจากที่อื่น ถ้าพูดง่ายๆ ก็เหมือนเวลาเราเข้าเมนูร้านอาหารนั่นแหละ เราต้องรู้ว่าอะไรคือสัญญาณอันตรายอะไรคือของหวานน่าลอง! เริ่มจากเมนูหลักที่ใครๆ ก็ต้องสั่งกันก่อนเลยนะครับ

อย่างแรกที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ Bitcoin Options หรือออปชั่นบิทคอยน์นั่นเอง เจ้านี่คือเครื่องมือทางการเงินชั้นสูงที่ให้เราซื้อ "สิทธิ" ในการซื้อหรือขายบิทคอยน์ในราคาที่กำหนดไว้ล่วงหน้า โดยไม่ใช่ข้อผูกมัดว่าต้องซื้อขายจริงๆ 100% ลองนึกภาพว่าคุณจองตั๋วคอนเสิร์ตศิลปินดังล่วงหน้าในราคา 2,000 บาท ถ้าคอนเสิร์ตเต็มจริงๆ ราคาตั๋วอาจพุ่งไป 5,000 บาท คุณก็ได้กำไรจากส่วนต่างนี้ แต่ถ้าคุณเปลี่ยนใจไม่ไปดูก็แค่เสียเงินจองไปนิดหน่อย นี่แหละคือแนวคิดของออปชั่น! บน Deribit ออปชั่นเหล่านี้จะมีการกำหนดวันหมดอายุชัดเจน ส่วนใหญ่จะเป็นวันศุกร์สุดท้ายของแต่ละเดือน ทำให้เราสามารถวางกลยุทธ์การเทรดได้ทั้งระยะสั้นและยาว ข้อดีของออปชั่นคือเราสามารถควบคุมความเสี่ยงได้เพราะเรารู้ล่วงหน้าว่าเราจะเสียเงินสูงสุดเท่าไหร่ (ก็แค่ค่าพรีเมี่ยมที่จ่ายไปนั่นเอง) ในขณะที่โอกาสทำกำไรอาจไม่มีขีดจำกัดสำหรับบางตำแหน่ง

ทีนี้มาดูคู่แข่งสำคัญอย่าง Ethereum Options กันบ้าง แม้จะทำงานบนหลักการเดียวกันกับบิทคอยน์แต่ก็มีจุดแตกต่างสำคัญหลายอย่าง ที่เห็นชัดที่สุดคือความผันผวนที่มักสูงกว่า ทำให้พรีเมี่ยม (ค่าใช้จ่ายในการซื้อออปชั่น) สูงตามไปด้วย ซึ่งสำหรับบางคนนี่อาจเป็นโอกาสทำกำไรที่มากขึ้น แต่ก็มาพร้อมความเสี่ยงที่สูงกว่าเช่นกัน อีกจุดที่ต่างคือขนาดสัญญา โดย Ethereum Options บน Deribit หนึ่งสัญญาจะเท่ากับ 1 ETH ในขณะที่บิทคอยน์คือ 1 BTC ทำให้มูลค่าต่อสัญญาต่างกันมาก นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเรื่องสภาพคล่องที่แม้จะดีแต่ก็ยังน้อยกว่าบิทคอยน์อยู่บ้าง สำหรับเทรดเดอร์ที่ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด ออปชั่นอีเธีเรียมมักจะตอบสนองต่อเหตุการณ์ต่างๆ ใน ecosystem ของ Ethereum ได้รวดเร็วและรุนแรงกว่า ไม่ว่าจะเป็นการอัพเกรดเครือข่ายหรือการเปลี่ยนแปลงทางเทคนิคสำคัญ

ต่อมาเป็นเมนูยอดนิยมอีกอย่างที่ขาดไม่ได้เลย Futures Contracts หรือสัญญาฟิวเจอร์สแบบกำหนดวันหมดอายุ เจ้านี่ต่างจากออปชั่นเพราะเป็น "ข้อผูกมัด" ว่าต้องซื้อหรือขายสินทรัพย์ในวันที่กำหนดในอนาคต ไม่ใช่แค่สิทธิ์แบบออปชั่นนะครับ การเทรดฟิวเจอร์สบน Deribit ช่วยให้เราเก็งกำไรจากทิศทางราคาได้ทั้งขาขึ้นและขาลงโดยไม่จำเป็นต้องถือสินทรัพย์ดิจิทัลจริงๆ ข้อดีคือเราสามารถใช้เลเวอเรจได้สูงถึง 100x ในบางสัญญา ซึ่งหมายถึงโอกาสทำกำไร (และขาดทุน) ที่ขยายขึ้นมหาศาล แต่ต้องระวังให้ดีเพราะนี่คือดาบสองคมที่อาจทำให้เราเสียเงินเกินไปจากเงินต้นได้หากตลาดเคลื่อนตัวในทิศทางตรงข้ามกับที่เราคาดไว้ สัญญาฟิวเจอร์สเหล่านี้บน Deribit มักจะหมดอายุในไตรมาสๆ ไป (มีนาคม มิถุนายน กันยายน ธันวาคม) ทำให้เราสามารถวางแผนการเทรดตามรอบไตรมาสได้

แต่ถ้าบอกว่าเมนูดังที่สุดในวงการคริปโตตอนนี้คงหนีไม่พ้น Perpetual Futures หรือฟิวเจอร์สไม่มีวันหมดอายุ นี่คือฟิวเจอร์สประเภทพิเศษที่ไม่มีวันหมดอายุเหมือนฟิวเจอร์สปกติ ทำให้เราสามารถถือตำแหน่งได้นานเท่าที่ต้องการโดยไม่ต้องกังวลเรื่องการโรลโอเวอร์สัญญา กลไกสำคัญที่ทำให้ Perpetual Futures ทำงานได้คือสิ่งที่เรียกว่า Funding Rate หรืออัตราเงินทุน ซึ่งเป็นกลไกที่ทำให้ราคาของฟิวเจอร์สใกล้เคียงกับราคาสปอตจริง การจ่าย Funding Rate นี้เกิดขึ้นทุก 8 ชั่วโมง โดยฝ่ายหนึ่งจะจ่ายให้อีกฝ่ายหนึ่ง ขึ้นอยู่กับทิศทางการเก็งกำไรของตลาด ถ้ามีคน Long (ซื้อ) มากเกินไป คนที่ Long ก็ต้องจ่าย Funding ให้คนที่ Short (ขาย) และในทางกลับกัน กลไกนี้ช่วยป้องกันไม่ให้ราคาฟิวเจอร์สเบี่ยงเบนจากราคาสปอตมากเกินไป การเทรด Perpetual บน Deribit ได้รับความนิยมอย่างมากเพราะความยืดหยุ่นและสภาพคล่องสูง ทำให้เราสามารถเปิดปิดตำแหน่งได้ตลอดเวลาตามต้องการ

นอกจากเมนูหลักเหล่านี้แล้ว Deribit ยังมีผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่น่าสนใจไม่แพ้กัน อย่างเช่น Vanilla Options ซึ่งเป็นออปชั่นรูปแบบมาตรฐานที่มีความยืดหยุ่นสูง หรือผลิตภัณฑ์พิเศษอื่นๆ ที่ออกแบบมาสำหรับนักเทรดระดับสถาบันโดยเฉพาะ สิ่งที่ทำให้ Deribit โดดเด่นคือการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ อย่างต่อเนื่องเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป เราไม่ต้องแปลกใจถ้าในอนาคตอันใกล้นี้เราจะเห็นผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่ผสมผสานระหว่างออปชั่นและฟิวเจอร์สเข้าด้วยกัน หรือผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ดิจิทัลอื่นนอกเหนือจากบิทคอยน์และอีเธีเรียม

เปรียบเทียบผลิตภัณฑ์การเทรดหลักบน Deribit
ประเภทผลิตภัณฑ์ สินทรัพย์อ้างอิง ขนาดสัญญา เลเวอเรจสูงสุด วันหมดอายุ การชำระราคา เวลาทำการ เหมาะสำหรับ
Bitcoin Options Bitcoin (BTC) 1 BTC ไม่ใช้เลเวอเรจ ศุกร์สุดท้ายของเดือน BTC 24/7 นักเก็งกำไรระยะสั้น-กลาง, ผู้จัดการความเสี่ยง
Ethereum Options Ethereum (ETH) 1 ETH ไม่ใช้เลเวอเรจ ศุกร์สุดท้ายของเดือน ETH 24/7 นักเก็งกำไรที่ชอบความผันผวนสูง
Quarterly Futures BTC, ETH 1 BTC, 1 ETH สูงสุด 50x มีนาคม, มิถุนายน, กันยายน, ธันวาคม USD 24/7 นักเก็งกำไรระยะกลาง, ผู้ค้าเฮดจ์
Perpetual Futures BTC, ETH 1 BTC, 1 ETH สูงสุด 100x ไม่มี (ตลอดไป) USD (ผ่าน Funding Rate) 24/7 นักเก็งกำไรระยะสั้น, Day Traders
Vanilla Options BTC, ETH 1 BTC, 1 ETH ไม่ใช้เลเวอเรจ กำหนดเองได้ BTC, ETH 24/7 นักเทรดขั้นสูง, สถาบันการเงิน

การเข้าใจผลิตภัณฑ์แต่ละประเภทบน Deribit อย่างลึกซึ้งคือกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จในการเทรดครับ เราต้องรู้ว่าเครื่องมือแต่ละชิ้นเหมาะกับสถานการณ์ไหน เหมือนช่างไม้ที่ต้องรู้ว่าค้อนใช้ตีตะปู เลื่อยใช้ตัดไม้ ไม่ใช่หยิบอะไรมาก็ฟาดฟันอย่างเดียว สำหรับมือใหม่ผมแนะนำให้เริ่มจาก Perpetual Futures ก่อนเพราะเข้าใจง่ายกว่าแล้วค่อยขยับไปออปชั่นที่ซับซ้อนมากขึ้น ส่วนมือโปรคงไม่ต้องบอกอะไรกันแล้วเพราะคงรู้ดีอยู่แล้วว่าผลิตภัณฑ์แต่ละอย่างบน Deribit มีจุดแข็งจุดอ่อนอย่างไร สิ่งสำคัญคือไม่ว่าเราจะใช้ผลิตภัณฑ์ประเภทไหนก็ต้องจัดการความเสี่ยงให้ดีเสมอ เพราะตลาดคริปโตนั้นมีความผันผวนสูงมาก อย่าลืมว่า Deribit มีเครื่องมือช่วยจัดการความเสี่ยงมากมายให้เราใช้ แต่สุดท้ายแล้วการตัดสินใจยังคงอยู่ที่เราเอง

ตอนนี้เราคงเข้าใจผลิตภัณฑ์ต่างๆ บน Deribit กันพอสมควรแล้ว ในส่วนต่อไปเราจะมาดูกันว่าคนไทยอย่างเราจะเริ่มต้นเทรดบนแพลตฟอร์มนี้ได้อย่างไร ตั้งแต่การลงทะเบียนไปจนถึงการวางออเดอร์แรก ซึ่งผมรับรองว่าจะไม่ยากอย่างที่คิดแน่นอน แค่เตรียมเอกสารและความพร้อมใจไว้ให้ดีก็พอ!

เริ่มต้นเทรดบน Deribit อย่างไร?

โอเค มาถึงส่วนที่หลายคนรอคอยนะครับ การเริ่มต้นใช้งาน Deribit สำหรับเทรดเดอร์ไทย! ต้องบอกว่าหน้าตาและฟังก์ชันของแพลตฟอร์มอาจดูน่ากลัวสำหรับมือใหม่ เพราะมีกราฟและตัวเลขเต็มไปหมด แต่จริงๆ แล้วกระบวนการพื้นฐานไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่คิด ลองนึกว่ากำลังสมัครสมาชิกเว็บไซต์ช้อปปิ้งออนไลน์สักแห่งนั่นแหละ แค่สินค้าเป็นออปชั่นและฟิวเจอร์สแทนที่จะเป็นเสื้อผ้าหรือของใช้ในบ้าน

เริ่มจากขั้นตอนแรกสุดคือการลงทะเบียนและยืนยันตัวตน (KYC) ครับ สำหรับ Deribit นั้นกระบวนการนี้ค่อนข้างตรงไปตรงมา คุณเพียงแค่เตรียมเอกสารสองอย่างหลักๆ คือ บัตรประชาชนหรือพาสปอร์ตที่ยังไม่หมดอายุ และเอกสารยืนยันที่อยู่เช่นใบแจ้งหนี้ค่าสาธารณูปโภคที่ออกมาย้อนหลังไม่เกิน 3 เดือน การถ่ายภาพเอกสารควรทำในสถานที่ที่มีแสงสว่างเพียงพอ รูปภาพชัดเจนทุก ระบบของ Deribit จะทำการตรวจสอบอัตโนมัติซึ่งใช้เวลาโดยเฉลี่ยประมาณ 30 นาทีถึง 2 ชั่วโมงเท่านั้น หลายคนมักพลาดเพราะภาพเอกสารเบลอหรือแสงสะท้อน จนต้องส่งใหม่หลายรอบ เวลารถมอเตอร์ไซค์รับจ้างวินมาส่งของที่บ้านแล้วเราลืมถ่ายภาพใบเสร็จเก็บไว้แบบนั้นเลย! เมื่อผ่านขั้นตอนนี้แล้ว คุณก็จะเข้าสู่โลกของการเทรดอนุพันธ์บน Deribit อย่างเต็มตัว

หลังจากยืนยันตัวตนเสร็จสิ้น ขั้นต่อไปคือการฝากเงินเข้าสู่ระบบ wallet ของ Deribit นะครับ ที่นี่มีข้อควรรู้สำคัญสำหรับผู้ใช้ไทยคือ Deribit การฝากเงินสกุลท้องถิ่นเช่นบาทไทย คุณต้องโอนเหรียญคริปโตจาก wallet ภายนอกเข้ามาเท่านั้น สกุลที่รองรับได้แก่ Bitcoin (BTC), Ethereum (ETH), Tether (USDT) และ USD Coin (USDC) กระบวนการฝากค่อนข้างง่ายโดยการคัดลอกที่อยู่ wallet ของคุณใน Deribit แล้วไปที่แพลตฟอร์มต้นทาง สำคัญ: คุณต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าฝากเป็นสกุลเดียวกันกับที่อยู่ wallet เท่านั้น ถ้าคุณคัดลอกที่อยู่ BTC มา ก็ต้องฝาก BTC เข้าไปเท่านั้น การฝากผิดสกุลอาจทำให้สินทรัพย์หายได้! ส่วนการถอนเงินก็กันเลย คือคุณป้อนที่อยู่ wallet ปลายทางและจำนวนที่ต้องการถอน Deribit จะมีอีเมลยืนยันการถอนทุกครั้งเพื่อความปลอดภัย

ตอนนี้มาถึงส่วนที่สำคัญไม่แพ้กันคือการตั้งค่าความปลอดภัยเบื้องต้น ว่า Deribit เป็นตู้เซฟส่วนตัวของคุณที่เก็บสมบัติล้ำค่าไว้ inside คุณคงไม่อยากให้ใครก็สามารถเปิดมันได้ง่ายๆ ? การป้องกันสองชั้นที่แนะนำให้เปิดใช้ทันทีคือ:

  • การยืนยันสองขั้นตอน (2FA) : ดาวน์โหลดแอปเช่น Google Authenticator หรือ Authy แล้วสแกน QR code จาก Deribit เพื่อผูกบัญชีของคุณ เข้าสู่ระบบรหัสจากแอปนี้เพิ่มเติมจากรหัสผ่าน
  • การยืนยันผ่านอีเมล : เปิดใช้งานเพื่อให้ระบบส่งรหัสยืนยันไปยังอีเมลทุกครั้งที่มีการเข้าสู่จากอุปกรณ์ใหม่หรือทำธุรกรรมสำคัญ
  • Whitelist ที่อยู่ wallet : เทคนิคขั้นสูงหน่อยโดยคุณสามารถบันทึกที่อยู่ wallet ที่คุณเชื่อถือได้เท่านั้น vàoระบบ การถอนเงินไปยังที่อยู่นอก whitelist จะถูกปฏิเสธอัตโนมัติ

การตั้งค่าเหล่านี้ใช้เวลาไม่เกิน 10 นาทีแต่เพิ่มความปลอดภัยให้บัญชีของคุณได้อย่างมหาศาล ,มัน worth กว่าการมานั่งเสียใจทีหลังเมื่อบัญชีถูกแฮก!

มาถึงส่วนสนุกที่สุดแล้วนะครับ นั่นคือการวางออเดอร์ซื้อขาย! การเทรดของ Deribit อาจดูมีข้อมูลเยอะแต่ใจความสำคัญมีไม่กี่จุด ลองนึกว่าคุณกำลังสั่งอาหารผ่านแอป delivery สักตัว คุณต้องเลือกเมนู (ประเภทออเดอร์), จำนวน (ปริมาณ), และกด confirm การซื้อขายบน Deribit ก็คล้ายกัน:

  1. เลือกตลาดที่ต้องการเทรดเช่น BTC หรือ ETH Options/Futures
  2. เลือกประเภทออเดอร์ระหว่าง Market Order (ซื้อขายทันทีในราคาตลาด) หรือ Limit Order (ตั้งราคาที่ต้องการรอให้ระบบ matching)
  3. ป้อนจำนวนสัญญาที่ต้องการซื้อขาย
  4. ตรวจสอบข้อมูลสรุปและกดปุ่ม Buy หรือ Sell

สำหรับมือใหม่แนะนำให้ใช้ Limit Order ในการเริ่มต้นเพราะควบคุมราคาที่ซื้อขายได้ точноกว่า อาจต้องรอให้นานกว่าจะมีการ matching ก็ตาม หลายคนครั้งแรกมักกดปุ่มผิดระหว่าง Buy Sell จนเกิดความสับสนว่าทำไมถึงได้ตำแหน่งตรงข้ามกับที่ตั้งใจ!

ส่วนที่หลายคนมักมองข้ามแต่สำคัญมากคือฟีเจอร์ Risk Management บน Deribit นะครับ แพลตฟอร์มนี้มีเครื่องมือช่วยจัดการความเสี่ยงที่ทรงพลังซึ่งใช้ให้เป็นประโยชน์ สามฟีเจอร์หลักที่อยากให้รู้จักคือ:

คือ Stop Loss Order ซึ่งทำงานเหมือนยามส่วนตัวที่คอยจำกัดความเสียหายให้คุณ คุณสามารถตั้งระดับราคาที่ต้องการตัดขาดทุนไว้ล่วงหน้า ราคาตลาดเคลื่อนที่มาถึงจุดนั้น จะปิดตำแหน่งอัตโนมัติเพื่อป้องกันการสูญเสียที่มากขึ้น
คือ Take Profit Order ซึ่งเป็นฝาแฝดที่ดีของ Stop Loss โดยมันจะกำไรอัตโนมัติเมื่อราคาเคลื่อนที่ไปในทิศทางที่คุณคาดการณ์ไว้ มักรู้สึกโลภและรอให้ราคาขึ้นต่อไปเรื่อยๆ โดยลืมเก็บกำไร จนสุดท้ายราคากลับตัวและกำไรที่ควรได้ก็หายไป

สำหรับผู้ใช้ไทยที่อาจกังวลเกี่ยวกับความผันผวนของตลาดคริปโต Deribit ยังมีฟีเจอร์ Liquidation Price ที่แสดงระดับราคาที่ตำแหน่งของคุณจะถูกปิดอัตโนมัติเนื่องจากขาดทุนเกินกำหนด การค่านี้ช่วยให้วางแผนจัดการตำแหน่งล่วงหน้าได้ อย่าลืมว่าคริปโตมีความผันผวนสูง ช่วงข่าวสำคัญหรือเหตุการณ์โลกไม่คาดคิด การใช้เครื่องมือเหล่านี้การสร้างเกราะป้องกันให้พอร์ตการลงทุนของคุณ

สุดท้ายนี้อยากให้มองว่า Deribit เป็นเหมือนคู่หูในการเทรดแพลตฟอร์มซื้อขาย เวลาเรียนรู้แต่ละฟีเจอร์อย่างละเอียดในโหมดก่อนใช้เงินจริงช่วยลดข้อผิดพลาดได้มาก หลายคนรีบร้อนขั้นตอนสำคัญแล้วมาเสียใจทีหลัง จำไว้ว่าการเทรดที่ยั่งยืนความอดทนและการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง วันที่ตลาดไม่เป็นใจท้อถอย เพราะโอกาสใหม่ๆ มักมาพร้อมกับความเข้าใจที่ลึกซึ้งขึ้นในแต่ละครั้งที่เราได้เรียนรู้

ข้อมูลเปรียบเทียบขั้นตอนการเริ่มต้นใช้งาน Deribit สำหรับเทรดเดอร์ไทย
ลงทะเบียนและ KYC 30 นาที - 2 ชั่วโมง บัตรประชาชน/พาสปอร์ต, ใบแจ้งหนี้ยืนยันที่อยู่ ตรวจสอบความชัดเจนของภาพเอกสาร 2
ฝากเงิน 10-30 นาที (ขึ้นอยู่กับเครือข่าย) ที่อยู่ wallet ปลายทาง, จำนวนเงินที่ต้องการฝาก สกุลเงินที่ฝากตรงกับประเภทที่อยู่ 3
ตั้งค่าความปลอดภัย 5-15 นาที สมาร์ทโฟนสำหรับติดตั้งแอป Authenticator บันทึก Recovery Code ไว้ในที่ปลอดภัย 2
วางออเดอร์ซื้อขาย 1-5 นาที ต่อออเดอร์ ราคาเป้าหมาย, จำนวนสัญญา, ประเภทออเดอร์ ทดลองใช้โหมดก่อนเทรดจริง 4
ตั้งค่า Risk Management 3-10 นาที ต่อตำแหน่ง ระดับราคา Stop Loss/Take Profit ปรับระดับตามสภาวะตลาด 3

เมื่อคุณผ่านขั้นตอนทั้งหมดนี้ได้แล้ว,! ตอนนี้คุณพร้อมแล้วที่จะเริ่มต้นการเดินทางในโลกของการเทรดออปชั่นและฟิวเจอร์สบน Deribit อย่างมั่นคง ไว้ว่าไม่มีใครเกิดมาเป็นในชั่วข้ามคืน การเริ่มต้นอย่างถูกวิธีและมีความรู้คือพื้นฐานสำคัญที่จะพาคุณไปสู่ความสำเร็จในระยะยาว Deribit มีเครื่องมือและฟีเจอร์ครบครันสำหรับเทรดเดอร์ทุกระดับ อยู่ที่เราจะนำมันมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้อย่างไร ส่วนต่อไปเราจะมาพูดถึงกลยุทธ์การเทรดออปชั่นแบบต่างๆ ที่ช่วยให้คุณทำกำไรได้อย่างมากขึ้น ก่อนที่จะไปถึงจุดนั้น,ว่าคุณเข้าใจและผ่านขั้นตอนพื้นฐานเหล่านี้ได้อย่างคล่องแคล่วแล้วนะครับ

กลยุทธ์การเทรดออปชั่นบน Deribit

โอเค มาถึงส่วนที่หลายคนรอคอยนะครับ พอเราผ่านขั้นตอนพื้นฐานบน Deribit มาแล้ว คราวนี้ก็ถึงเวลาเอาเครื่องมือออปชั่นที่ว่ายากๆ นี่แหละมาใช้ให้เป็นเรื่องเป็นราว สัญญาณะว่าถ้าเข้าใจจริงๆ แล้ว ออปชั่นนี่มันเหมือนมีดอเนกประสงค์เลยนะ จะใช้ป้อง ใช้จี้ ใช้ปอกผลไม้ ก็ทำได้หมด แล้วบน Deribit นี่เขามีเครื่องมือให้เราเล่นครบมากๆ

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า การเทรดออปชั่นบน Deribit มันไม่ใช่การซื้อหวยนะครับ เราไม่ได้แค่เดาว่าราคาจะไปทางไหนแล้วโยน แต่เรามีกลยุทธ์ที่เป็นระบบ มีการจัดการความเสี่ยงที่ชัดเจน อย่างที่นักเทรดเขาบอกกันว่า "ออปชั่นคือศิลปะของการจัดการความไม่แน่นอน" นั่นแหละ

กลยุทธ์พื้นฐานสำหรับมือใหม่ เริ่มจากอะไรง่ายๆ ก่อนดีกว่า สำหรับคนที่เพิ่งหัดเล่นออปชั่นบน Deribit ผมแนะนำให้เริ่มจากสองอย่างนี้ก่อน

"อย่าเพิ่งคิดว่าตัวเองเป็นวอร์เรน บัฟเฟตต์ในวันแรกที่เริ่มเทรดออปชั่น เริ่มจากกลยุทธ์ง่ายๆ ให้คล่องก่อน แล้วค่อยพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ"

อย่างแรกคือ Long Call หรือการซื้อ Call Option นี่คือกลยุทธ์ที่เข้าใจง่ายสุดแล้ว เราแค่เชื่อว่าราคาสินทรัพย์จะขึ้นในอนาคต ก็ไปซื้อ Call Option มาเก็บไว้ ถ้าราคาขึ้นจริงเราก็ได้กำไร ถ้าไม่ขึ้นก็เสียเพียงค่า Premium ที่จ่ายไป ซึ่งการซื้อ Option แบบนี้บน Deribit ความเสี่ยงเราจำกัดอยู่แค่ค่า Premium ที่จ่ายไปนั่นแหละ ไม่มีอะไรเสียมากกว่านั้น

ตัวอย่างง่ายๆ นะ สมมติว่า Bitcoin ราคาอยู่ที่ 60,000 USD เราเชื่อว่าในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้าราคาจะพุ่งไป 70,000 แทนที่จะซื้อ Bitcoin มาเก็บซึ่งต้องใช้เงินตั้ง 60,000 USD เราแค่ซื้อ Call Option ที่ Strike Price 65,000 อาจจ่าย Premium แค่ 1,500 USD เท่านั้น ถ้าราคาพุ่งไป 70,000 จริง เราก็ได้กำไรมหาศาลเมื่อเทียบกับเงินที่ลงทุนไป แต่ถ้าราคาไม่ขึ้น เราก็เสียแค่ 1,500 USD นี่คือความสวยงามของออปชั่น

อย่างที่สองคือ Long Put การซื้อ Put Option นี่คือด้านกลับของ Long Call เราใช้เมื่อเชื่อว่าราคาจะลง หลักการเดียวกันเลย คือความเสี่ยงจำกัดแต่กำไรอาจได้ไม่จำกัด (ถ้าราคาตกลงมากๆ) การมีทั้ง Long Call และ Long Put ใน arsenal ของเราบน Deribit ทำให้เราสามารถทำกำไรได้ไม่ว่าตลาดจะไปทางไหน

กลยุทธ์รุ่นกลางสำหรับเพิ่มโอกาสทำกำไร พอเล่นพื้นฐานคล่องแล้ว มาถึงระดับที่เราสามารถสร้างรายได้ให้สม่ำเสมอกันบ้าง กลยุทธ์ระดับกลางนี้มักเกี่ยวกับการขาย Option มากกว่าการซื้อ ซึ่งมีความเสี่ยงสูงกว่าแต่ก็ให้ผลตอบแทนที่สม่ำเสมอกว่า

เริ่มจาก Covered Call กลยุทธ์นี้เหมาะมากสำหรับคนที่ถือ Bitcoin อยู่แล้วและคิดว่าราคาคงที่หรือขึ้นช้าๆ วิธีการคือเราถือ Bitcoin อยู่แล้วก็ไปขาย Call Option ออกมา โดยขายที่ Strike Price ที่สูงกว่าราคาปัจจุบันนิดหน่อย เราก็จะได้ Premium มาเป็นรายได้เสริม

สมมติเราถือ Bitcoin ราคา 60,000 USD เราไปขาย Call Option ที่ Strike 65,000 หนึ่งสัญญา ได้ Premium มา 1,200 USD ถ้าราคาไม่ขึ้นถึง 65,000 ก่อนหมดอายุ Option เราก็ได้ 1,200 USD มาครอบครองโดยที่ยังถือ Bitcoin ต่อไปได้ แต่ถ้าราคาพุ่งเกิน 65,000 คนซื้อจะบังคับใช้ Option เราก็ต้องขาย Bitcoin ให้เขาที่ราคา 65,000 ซึ่งเราก็ยังได้กำไรจากส่วนต่างบวก Premium ที่ได้มาอยู่ดี

อีกกลยุทธ์นึงคือ Protective Put หรือที่เรียกกันว่า "Insurance Strategy" เพราะมันเหมือนเราซื้อประกันให้นักลงทุนที่ถือ Bitcoin อยู่แล้วแต่กลัวว่าราคาจะลงฮวบ วิธีการคือเราถือ Bitcoin อยู่แล้วก็ไปซื้อ Put Option ไว้ ถ้าราคาลงมากๆ เราได้ความคุ้มครองจาก Put Option ที่เราซื้อไว้

ตัวอย่างเช่น เราถือ Bitcoin ที่ราคา 60,000 USD กลัวว่าราคาจะตกลง ก็ไปซื้อ Put Option ที่ Strike 58,000 จ่าย Premium ไป 800 USD ถ้าราคาตกลงจริงๆ ถึง 50,000 เราก็ยังขาย Bitcoin ของเราได้ที่ 58,000 เพราะมี Put Option คุ้มครองอยู่ แต่ถ้าราคาขึ้น เราก็แค่เสียค่า Premium 800 USD เท่านั้น เรียกได้ว่านอนหลับฝันดีไม่ต้องกังวล

แล้วก็มี Straddle กลยุทธ์นี้ใช้เมื่อเราคาดว่าตลาดจะเคลื่อนไหวรุนแรงแต่ไม่รู้ว่าจะไปทางไหน วิธีการคือเราซื้อทั้ง Call และ Put Option ที่ Strike Price เดียวกันและวันหมดอายุเดียวกัน พอมีข่าวใหญ่ๆ เช่น Fed ประกาศนโยบายการเงินที่ส่งผลต่อตลาด crypto ทั้งทางบวกและลบ แต่เราไม่รู้ว่าผลจะเป็นอย่างไร เราก็ใช้ Straddle นี่แหละ

สมมติ Bitcoin ราคา 60,000 USD เราเชื่อว่าหลังจากมีข่าวสำคัญ ราคาจะเด้งไปข้างใดข้างหนึ่งอย่างรุนแรง แต่ไม่รู้ว่าจะขึ้นหรือลง เราก็ซื้อทั้ง Call และ Put ที่ Strike 60,000 ถ้าราคาพุ่งไป 70,000 Call ของเรากำไรเยอะ แต่ Put เสียค่า Premium ไป หรือถ้าราคาตกลงไป 50,000 Put ของเรากำไรเยอะ แต่ Call เสียค่า Premium ผลลัพธ์คือไม่ว่าราคาจะไปทางไหนอย่างรุนแรง เราก็ได้กำไร

กลยุทธ์ขั้นสูงสำหรับมืออาชีพ ระดับนี้สำหรับคนที่เล่นมาระยะนึงแล้วและเข้าใจกลไกของออปชั่นเป็นอย่างดี กลยุทธ์พวกนี้มักซับซ้อน เกี่ยวข้องกับการใช้หลายๆ Position พร้อมกัน และต้องมีการจัดการความเสี่ยงที่แม่นยำ

  • Iron Condor - กลยุทธ์ที่เหมาะกับตลาด sideways เราได้กำไรจาก Premium โดยที่ราคาไม่เคลื่อนไหวมากเกินไป
  • Butterfly Spread - ใช้เมื่อเราคาดว่าราคาจะอยู่ที่ระดับหนึ่งพอดี มีความเสี่ยงจำกัดและกำไรจำกัด
  • Calendar Spread - ใช้ประโยชน์จากความแตกต่างของเวลาหมดอายุของ Option สัญญา

แต่ละกลยุทธ์มีรายละเอียดปลีกย่อยมากมาย และต้องใช้ประสบการณ์ในการจัดการ แต่สิ่งที่สำคัญกว่ากลยุทธ์เองคือการจัดการความเสี่ยงที่มาควบคู่กัน

การจัดการความเสี่ยงในแต่ละกลยุทธ์ ไม่ว่าคุณจะใช้กลยุทธ์ไหนบน Deribit สิ่งที่ขาดไม่ได้คือการจัดการความเสี่ยง ผมเห็นหลายคนเล่นออปชั่นแล้วเจ๊งกลยุทธ์ผิด แต่เพราะไม่รู้จักจัดการความเสี่ยงต่างหาก

สำหรับกลยุทธ์แบบซื้อ Option (Long Call/Long Put) ความเสี่ยงเราจำกัดอยู่ที่ Premium ที่จ่ายไปแล้ว ไม่ต้องกังวลมาก แต่สิ่งที่ต้องระวังคือโอกาสที่ Option จะหมดอายุไร้ค่า (expire worthless) สูงมาก โดยสถิติแล้ว Option มากกว่า 70% หมดอายุไร้ค่า เพราะฉะนั้นอย่าเอาเงินทั้งหมดไปซื้อ Option เล่นนะครับ

สำหรับกลยุทธ์แบบขาย Option (เช่น Covered Call) ความเสี่ยงเราสูงกว่า เพราะถ้าราคาเคลื่อนไหวในทิศทางที่ไม่ดีสำหรับเรา เราอาจเสียเงินมากกว่า Premium ที่ได้รับมา การใช้ Stop-loss และการกำหนดขนาด Position ที่เหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญ

บนแพลตฟอร์ม Deribit มีเครื่องมือจัดการความเสี่ยงให้ใช้มากมาย ตั้งแต่การตั้ง Limit Order, Stop-loss Order ไปจนถึงการดู Greeks (Delta, Gamma, Theta, Vega) ซึ่งเป็นตัววัดความเสี่ยงต่างๆ ของ Option position เรา

ตัวอย่างการคำนวณกำไรขาดทุน มาดูตัวอย่างจริงๆ กันดีกว่า ผมจะแสดงตารางเปรียบเทียบกลยุทธ์ต่างๆ ให้เห็นภาพชัดๆ ไปเลย

เปรียบเทียบกลยุทธ์การเทรดออปชั่นบน Deribit
Long Call ตลาดขาขึ้นรุนแรง Premium ที่จ่าย ไม่จำกัด Strike Price + Premium เริ่มต้น
Long Put ตลาดขาลงรุนแรง Premium ที่จ่าย Strike Price - Premium Strike Price - Premium เริ่มต้น
Covered Call ตลาด sideways หรือขึ้นช้า ไม่จำกัด (ถ้าราคาลง) Premium ที่ได้รับ ราคาซื้อ - Premium กลาง
Protective Put ถือ underlying อยู่แต่กลัวราคาลง Premium ที่จ่าย ไม่จำกัด (ถ้าราคาขึ้น) ราคาซื้อ + Premium กลาง
Straddle ตลาดมีความไม่แน่นอนสูง Premium ทั้งหมดที่จ่าย ไม่จำกัดทั้งสองด้าน Strike ± Total Premium กลางถึงสูง

จากตารางจะเห็นได้ชัดว่ากลยุทธ์แต่ละแบบมีความเสี่ยงและโอกาสทำกำไรต่างกัน การเลือกใช้กลยุทธ์ให้เหมาะกับสภาวะตลาดและความสามารถในการรับความเสี่ยงของตัวเองเป็นสิ่งสำคัญมาก

การเทรดออปชั่นบน Deribit นั้นมีเสน่ห์ตรงที่เราสามารถออกแบบความเสี่ยงและผลตอบแทนได้ตามต้องการ เราไม่จำเป็นต้องเสี่ยงแบบ all-in เสมอไป เราสามารถสร้างกลยุทธ์ที่ความเสี่ยงจำกัดแต่ยังมีโอกาสทำกำไรได้ดี หรือในบางสถานการณ์เราอาจยอมรับความเสี่ยงที่สูงขึ้นเพื่อโอกาสทำกำไรที่มากขึ้น

สิ่งสำคัญที่สุดคือการฝึกฝนและเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง Deribit มี testnet ให้เราได้ลองเล่นโดยไม่ต้องใช้เงินจริง ซึ่งเป็นโอกาสทองสำหรับเทรดเดอร์ไทยที่จะได้ฝึกฝนกลยุทธ์ต่างๆ โดยไม่ต้องเสี่ยงเสียเงิน

เริ่มจากกลยุทธ์ง่ายๆ ก่อน ให้เข้าใจจริงๆ ว่ามันทำงานอย่างไร กำไรขาดทุนคำนวณอย่างไร แล้วค่อยๆ พัฒนาไปสู่กลยุทธ์ที่ซับซ้อนขึ้น อย่าลืมว่าการเป็นนักเทรดออปชั่นที่ประสบความสำเร็จไม่ใช่เรื่องของโชค แต่เป็นเรื่องของวินัย ความรู้ และการจัดการความเสี่ยงที่ดี

ในส่วนต่อไปเราจะมาพูดถึงความเสี่ยงต่างๆ ที่ต้องระวังและการจัดการพอร์ตการลงทุนอย่างเหมาะสม ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการเทรดที่ยั่งยืนบน Deribit เพราะไม่ว่าเราจะมีกลยุทธ์ดีแค่ไหน ถ้าไม่รู้จักจัดการความเสี่ยง ก็อาจเจ๊งได้ง่ายๆ

ความเสี่ยงและข้อควรระวัง

โอเค มาถึงส่วนที่หลายคนขี้เกียจอ่านแต่สำคัญที่สุดแล้วนะ แม้ว่า Deribit จะเป็นแพลตฟอร์มที่ใช้ง่ายและมีเครื่องมือช่วยครบครัน แต่ถ้าไม่เข้าใจความเสี่ยง ก็เหมือนขับรถสปอร์ตเร็วๆ โดยไม่ใส่เข็มขัดนิรภัยเลยทีเดียว มาดูกันว่ามีหลุมอะไรบ้างที่มือเทรดต้องระวัง

เริ่มจากความเสี่ยงด้านตลาดและราคาก่อนเลย บิตคอยน์และคริปโตอื่นๆ มันดุดันมากๆ ราคากระโดดขึ้นลงได้ 10-20% ภายในไม่กี่ชั่วโมงเป็นเรื่องปกติ สำหรับการเทรดออปชั่นและฟิวเจอร์สบน Deribit นี่ยิ่งต้องระวังเป็นพิเศษ เพราะเราใช้เลเวอเรจโดยธรรมชาติอยู่แล้ว สมมติคุณซื้อออปชั่น Call Option ไว้ ถ้าราคาไม่ไปถึง Strike Price ภายในเวลาที่กำหนด ออปชั่นนั้นก็จะหมดอายุไร้ค่าเหมือนใบไม้ร่วงเลย แล้วอย่าลืมว่ามีสิ่งที่เรียกว่า "IV Crush" หรือความผันผวนโดยนัย (Implied Volatility) ที่ลดฮวบหลังจากเหตุการณ์ใหญ่ๆ เช่น หลังประกาศ CPI ของอเมริกา หรือหลัง Halving event ของบิตคอยน์ ถึงคุณจะทายทิศทางราคาถูก แต่ถ้า IV ตกน้ำ ออปชั่นของคุณก็อาจจะขาดทุนหนักได้เหมือนกัน ส่วนฟิวเจอร์สก็มีเรื่อง Funding Rate ที่ต้องคอยจับตาดู ถ้าเป็นฝั่งที่ต้องจ่าย Funding Rate ซ้ำๆ กำไรของคุณอาจจะกร่อนไปเรื่อยๆ without you even noticing

อีกจุดที่คนมักมองข้ามคือความปลอดภัยของบัญชี Deribit เอง แม้ว่า Deribit จะเป็น exchange ที่มีชื่อเสียงและมีการรักษาความปลอดภัยหลายชั้น แต่สุดท้ายแล้วคุณก็ต้องเป็นคนรับผิดชอบตัวเองเป็นหลัก เริ่มจากเรื่องพื้นฐานที่สุดอย่างการเปิดใช้งาน Two-Factor Authentication (2FA) ฉันรู้ว่ามันนิดหน่อยแต่เชื่อเถอะว่ามันจำเป็นมากกว่าเรื่องคิ้วของคุณเสียอีก! อย่าเก็บ seed phrase หรือรหัสผ่านไว้ในคลาวด์หรือส่งผ่านแชทเด็ดขาด และที่สำคัญสำหรับการเทรดอนุพันธ์คือการตั้ง Whitelist สำหรับการถอนเงิน มันอาจทำให้คุณต้องรอ 2-3 วันก่อนจะถอนเงินไปที่อยู่ใหม่ได้ แต่การรอนั้นดีกว่าเห็นพอร์ตคุณว่างเปล่าแบบไม่ทราบสาแน่นอน อีกเรื่องคือระวังฟิชชิ่งเว็บไซต์ที่หน้าตาเลียนแบบ Deribit ได้เหมือนมาก ตรวจสอบ URL ให้ดีทุกครั้งก่อนล็อกอิน

ส่วนเทคนิคการจัดการเงินทุนนี่คือหัวใจของความอยู่รอดเลยล่ะ มีกฎง่ายๆ ที่มือโปรบน Deribit ใช้กันคือ "Risk no more than 1-2% of your total capital on a single trade" คือเสี่ยงไม่เกิน 1-2% ของเงินทั้งหมดต่อหนึ่งการเทรด นั่นหมายความว่าถ้าคุณมีพอร์ต 100,000 บาท คุณไม่ควรเสี่ยงเกิน 1,000-2,000 บาทต่อครั้ง ฟังดูเหมือนน้อยแต่คิดดูนะ ถ้าคุณขาดทุนติดกัน 10 ครั้ง คุณยังเหลือเงินถึง 80% ของพอร์ตและสามารถกลับมาต่อสู้ใหม่ได้ แต่ถ้าคุณเสี่ยงครั้งละ 10% ขาดทุน 10 ครั้งติดกันนี่แทบจะเรียบร้อยแล้ว! สำหรับการเทรดฟิวเจอร์สที่มีเลเวอเรจ การกำหนด Position Size หรือขนาดยอดที่เทรดต่อครั้งเป็นสิ่งสำคัญมาก ใช้เครื่องคำนวณ Position Size ที่ Deribit มีให้หรือไม่ก็คำนวณเองให้ชินมือ และอย่าลืมตั้ง Stop-Loss ไว้เสมอ หลายคนเสียเพราะความหวังว่าจะเด้งกลับมา แล้วมันก็ไม่เด้งซะที

มีสัญญาณเตือนหลายอย่างที่คุณควรสังเกตเมื่อเทรดบน Deribit สัญญาณแรกคือ "ความโลภ" เมื่อคุณได้กำไรต่อเนื่องกันหลายครั้งแล้วรู้สึกตัวเองเก่งมาก นั่นคือสัญญาณให้หยุดพักแล้วนะ สัญญาณที่สองคือ "การ revenge trading" หรือการเทรดเพื่อเอาคืนหลังจากขาดทุนมา เป็นทางด่วนสู่การสูญเสียที่เร็วกว่าอะไรทั้งหมด สัญญาณที่สามคือ "การ ignore ข้อมูลข่าวสาร" โดยเฉพาะข่าวเศรษฐกิจมหภาคของอเมริกา เช่น CPI, FOMC, NFP ที่มีผลอย่างมากต่อราคาคริปโต การปิดตาข้างหนึ่งเทรดในช่วงที่มีข่าวใหญ่ๆ นั้นอันตรายมาก และสุดท้ายคือ "การเพิ่มพูนตำแหน่งเมื่อขาดทุน" หรือที่เรียกว่า Averaging Down ในตลาดอนุพันธ์นั้นเสี่ยงมากเพราะเราไม่รู้ว่าจุดต่ำสุดหรือสูงสุดอยู่ที่ไหน

และแน่นอนว่าการติดตามข่าวสารเป็นสิ่งสำคัญ Deribit มีบล็อกและเอกสารความรู้ที่อัพเดทอยู่เสมอ นอกจากนั้นควรติดตามบัญชี Twitter ของ Deribit เพื่อรับข่าวสารสำคัญเกี่ยวกับการอัพเกรดระบบหรือเหตุการณ์พิเศษ สำหรับข่าวคริปโตและเศรษฐกิจทั่วไป แนะนำให้ติดตาม CoinDesk, Cointelegraph, The Block รวมถึงบัญชีนักวิเคราะห์ที่มีชื่อเสียง แต่ต้องฟังอย่างมีสติ อย่าเชื่อทั้งหมดเพราะบางครั้งเขาอาจมีผลประโยชน์ส่วนตัวแอบแฝง และที่ขาดไม่ได้คือการใช้เครื่องมือวิเคราะห์เทคนิคเช่น TradingView ร่วมกับการดู Open Interest และ Volume บน Deribit เพื่อเข้าใจสภาพตลาดที่แท้จริง

สรุปแล้วการเทรดบน Deribit นั้นให้โอกาสทำกำไรสูงแต่ก็มีความเสี่ยงสูงตามกัน คือการจัดการความเสี่ยงและการมีวินัย อย่าให้ความโลภหรือความกล้าคุณบังตา เริ่มจากจำนวนน้อยๆ ก่อน ค่อยๆ เรียนรู้และสะสมประสบการณ์ แล้วคุณจะพบว่าการเทรดอนุพันธ์บน Deribit ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด ถ้าคุณเตรียมตัวมาดี

ตารางสรุปประเภทความเสี่ยงและแนวทางการจัดการสำหรับการเทรดบน Deribit
ความเสี่ยงด้านตลาด ราคาคริปโตมีความผันผวนสูงมาก การเคลื่อนไหวของราคาที่รุนแรงและรวดเร็วสามารถทำลายพอร์ตได้ภายในเวลาอันสั้น โดยเฉพาะเมื่อใช้เลเวอเรจ 5 85% ใช้ Stop-Loss, กำหนด Position Size, หลีกเลี่ยงการเทรดช่วงข่าวสำคัญ
ความเสี่ยงด้านเวลา (สำหรับออปชั่น) ออปชั่นมีวันหมดอายุ หากราคาไม่ไปถึงจุดที่ต้องการภายในเวลาที่กำหนด ออปชั่นจะหมดค่าไร้ราคา 4 60% เลือกวันหมดอายุที่เหมาะสม, ระวัง Theta decay ใน 2 สัปดาห์สุดท้าย
ความเสี่ยงด้านความผันผวน (IV Risk) มูลค่าออปชั่นได้รับผลกระทบจาก Implied Volatility (IV) ซึ่งอาจลดลงอย่างรวดเร็วหลังเหตุการณ์สำคัญ 4 45% ตรวจสอบ IV Rank ก่อนซื้อออปชั่น, หลีกเลี่ยงการซื้อออปชั่นเมื่อ IV สูงผิดปกติ
ความเสี่ยงด้านความปลอดภัย การถูกแฮกบัญชีหรือการเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาตเนื่องจากมาตรการรักษาความปลอดภัยที่ไม่เพียงพอ 5 15% เปิดใช้งาน 2FA, ตั้งค่า Whitelist, เก็บข้อมูลส่วนบุคคลอย่างปลอดภัย
ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง ออปชั่นบางรายการอาจมีสภาพคล่องต่ำ ทำให้ซื้อขายยากหรือได้ราคาไม่ดีเมื่อต้องการปิดตำแหน่ง 3 25% เลือกเทรดออปชั่นที่มี Open Interest และ Volume สูง, หลีกเล่ง Strike Price ที่ห่างจากราคาปัจจุบันมาก

สุดท้ายนี้ อยากให้จำไว้เสมอว่าไม่มีกลยุทธ์ไหนบน Deribit ที่จะชนะตลอด 100% สิ่งที่ทำให้นักเทรดประสบความสำเร็จในระยะยาวไม่ใช่การทำกำไรครั้งใหญ่ครั้งเดียว แต่คือการอยู่รอดได้นานพอผ่านการจัดการความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ เริ่มจากเงินจำนวนที่คุณยอมเสียได้โดยไม่กระทบต่อชีวิตประจำวัน ศึกษาอย่างต่อเนื่อง และที่สำคัญคือรักษาอารมณ์ให้คงที่ ไม่ว่าตลาดจะขึ้นหรือลงก็ตาม การเทรดบน Deribit ควรเป็นเครื่องมือสร้างรายได้ ไม่ใช่การพนันที่ทำลายชีวิต และถ้าวันไหนรู้สึกว่าอารมณ์เริ่มไม่ดี ลองปิดหน้าจอแล้วออกไปเดินเล่นบ้าง บิตคอยน์และ Deribit จะยังอยู่รอคุณเมื่อคุณพร้อมกลับมา

Deribit ปลอดภัยไหม?

Deribit เป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มที่มีมาตรฐานความปลอดภัยสูง โดยใช้เทคโนโลยี Cold Storage เก็บสินทรัพย์ส่วนใหญ่ มีการยืนยันตัวตนสองขั้นตอน และประกันความเสียหายจากแฮกเกอร์ อย่างไรก็ตาม การรักษาความปลอดภัยบัญชีก็ยังเป็นความรับผิดชอบของผู้ใช้เช่นกัน

คนไทยเทรดบน Deribit ได้ไหม?

ได้ครับ คนไทยสามารถเทรดบน Deribit ได้ แต่ต้องทำความเข้าใจกฎหมายไทยเกี่ยวกับการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล Deribit ไม่ได้ห้ามผู้ใช้จากประเทศไทย แต่ควรตรวจสอบกฎหมายท้องถิ่นและภาษีด้วยตัวเอง

ต้องใช้เงินเท่าไหร่ถึงเริ่มเทรดได้?

ไม่มีจำนวนขั้นต่ำที่ตายตัว แต่แนะนำว่า:

  • สำหรับฟิวเจอร์ส: อย่างน้อย $100 เพื่อจัดการความเสี่ยงได้เหมาะสม
  • สำหรับออปชั่น: สามารถเริ่มจากราคา premium ของ contract นั้นๆ
  • ควรมีเงินสำรองสำหรับ margin และค่าธรรมเนียม
เริ่มเล็กแล้วค่อยๆ ขยายไปจะปลอดภัยที่สุด
ออปชั่นกับฟิวเจอร์สแตกต่างกันอย่างไร?

ออปชั่นคือสิทธิ์ ฟิวเจอร์สคือข้อผูกมัด
  1. ออปชั่น: ให้สิทธิ์แต่ไม่บังคับให้ซื้อขาย สามารถเลือกราคาและวันหมดอายุได้
  2. ฟิวเจอร์ส: ต้องซื้อขายตามสัญญาเมื่อถึงกำหนด มีเลเวอเรจสูงกว่า
  3. ความเสี่ยง: ออปชั่นเสี่ยงเสียเฉพาะ premium, ฟิวเจอร์สเสี่ยงเสียมากกว่า
สำหรับมือใหม่แนะนำให้เริ่มจากออปชั่นก่อนเพราะควบคุมความเสี่ยงได้ง่ายกว่า
ถอนเงินจาก Deribit ยากไหม?

ไม่ยากเลยครับ ถอนได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดย:

  • ใส่ที่อยู่钱包ปลายทางให้ถูกต้อง
  • ตรวจสอบ network ที่ใช้ให้ตรงกับ exchange ปลายทาง
  • รอการยืนยันจากระบบซึ่งใช้เวลาไม่นาน
Deribit มีค่าธรรมเนียมถอนที่แข่งขันได้และกระบวนการที่รวดเร็ว
มือใหม่ควรเริ่มต้นยังไงบน Deribit?

  1. เริ่มจากบัญชีทดลองหรือเทรดด้วยจำนวนน้อยก่อน
  2. เรียนรู้อินเทอร์เฟซและฟีเจอร์พื้นฐานให้คล่อง
  3. เริ่มด้วยกลยุทธ์ง่ายๆ เช่น Long Call หรือ Long Put
  4. ศึกษาการใช้ Stop Loss และ Take Profit
  5. ติดตามข่าวสารและเรียนรู้จากความผิดพลาด
จำไว้เสมอว่าไม่มีใครเก่งตั้งแต่เริ่มต้น ฝึกฝนไปเรื่อยๆ แล้วจะคล่องเอง